วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

คุยกับตัวเองเรื่องโป๊กเกอร์


คุยกับตัวเองเรื่องโป๊กเกอร์

ตอนนี้ผมเริ่มโฟกัส โป๊กเกอร์มากขึ้น  ฝึกมากขึ้น  ทั้งเงินจริง และปลอม
จริงๆตอนแรกๆผมไม่ชอบเลยเพราะมันมีดวงเข้ามาเกี่ยว ตอนนี้ ก็ok กับมันมากขึ้นครับ  
และ เริ่มเรียนรู้ความผิดพลาดจากมันเรื่อยๆ       


อะไรเป็นแรงผลักดันให้ฝึก
ผมเชื่อว่า มีคนที่สามารถเล่นโป๊กเกอร์ในระยะยาวแล้วค่าคาดหวังเป็นบวกได้ ซึ่งผมอยากเล่นเก่งและทำได้แบบเขาบ้าง     
 ถ้าทำได้มันคงเป็นอะไรที่สุดๆในชีวิตแค่ เล่นเก่ง มันก็สุดยอดแล้วครับ  อย่างน้อยก็เป็นทักษะติดตัว ไปตลอดได้ เหมือนการเทรดนั้นเอง ^__^

การฝึก
ผมเพิ่งเคยสัมผัสกับ cash game แบบเงินจริงๆ ก็เมื่อต้นปี2013 ผมคงต้องฝึกกับเงินจริงอีกนานเหมือนกันกว่าจะเก่ง  ผมไม่ห่วงเรื่องเวลาฝึก ผมพร้อมเต็มที่ไปกับมัน เรียนรู้ความผิดพลาดไปกับมัน  
ก็คงเหมือนกับพี่โบบอก แรกๆมาถึงเราจะวิ่งเลยก็ไม่ได้  จริงๆ ผมไม่กลัวการฝึก แต่กลัวไม่ได้ฝึกมาก กว่า ฮ่าๆๆๆ  (>_<)  และหวังลึกๆว่าฝีมือเราจะพัฒนาขึ้น บ้าง


ผลการฝึก 1เดือน

            เรื่มรู้สึกถึงคำว่า ขาขึ้นกับขาลง  สังเกตตัวเอง  เวลาเป็นช่วงขาขึ้นเราจะได้กำไรน้อย  เวลาขาลงเราจะเสียเยอะที่ต้องฝึกคือ การคุมอารมณ์ในช่วงขาขึ้นอย่ากล้ามาก   ขาลงก็ควรระวังให้มาก
  พยายามคุมอารมณ์ให้เป็นกลางๆ แล้วเล่นไปตามเกม 
คุมทั้งเงินและทั้งอารมณ์ให้อยู่  ถ้าผ่านทั้งขาขึ้นขาลงหลายๆรอบ แล้วกำไรยังบวกอยู่  ก็คงเป็นสัญญาณว่าฝึกถูกทาง  
หลักยึดคือ การบริหารเงินอย่างน้อยก็คิดว่า เรามีทุนแค่นี้ สามารถทำผิดพลาดได้กี่ครั้ง ไม่ให้หมดตัวภายในวัน-2วัน จะได้มีเวลาฝึกมากๆ ฮ๋าๆๆๆ







(ตัวอย่างของคนที่เล่นแล้วผลตอบแทนเป็นบวก  )







วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

To day



" วันนี้เราพยายามมากกว่าเมื่อวานหรือเปล่า


                                              .........ผม จะไม่ทำให้ Investor ผิดหวัง"   :')






วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

พรสวรรค์ 3 ประการ

          เราทุกคนล้วนมีพรสวรรค์3 ประการที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด   ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ แกะกล่อง ออกมาดู ได้แก่  เสรีภาพ และอำนาจในการเลือก กฎแห่งธรรมชาติหรือหลักการ (ซึ่งเป็นสากล ไม่ขึ้นกับกาลเวลา และประจักษ์ชัดในตนเอง) และความสามารถสี่ประการที่ทำให้เราเป็นบุคคลที่ สมบูรณ์(กาย จิต สติปัญญา มโนธรรม) ดังนั้น ผู้นำที่ประสบความสำเร็จ จึงเป็นผู้ที่ได้ แกะกล่อง ของขวัญที่ติดตัวมาแต่ วัยเยาว์ และได้พัฒนาต่อจนกลายเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่










วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2555

GAPNOW (gapnow)


                 
 ใกล้จะปีใหม่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนมันผ่านไปไวมากจนหน้าตกใจจริงๆครับ ^^” 
  สำหรับผมมันก็เป็นสิ่งที่หน้าตกใจจริงๆนะครับ คือ ผมลองทบทวนตัวเองตอนนี้กับตัวผมเองตอนต้นปีใหม่ (เกิดมา20ปีไม่เคยเทียบตัวเองเลยว่าตัวเองคนเก่า หรือคนใหม่ต่างกันยังไงอิอิ)  โหหห มันน่าตกใจมากๆครับ มันเหมือนคนละคนกันเลยครับ     ผมรู้สึกภูมิใจกับตัวเองมากๆ อยากจะขอบคุณตัวเองจริงๆ


ผมต้องขอบคุณตัวผมเมื่อต้นปีด้วยเช่นกัน ที่กล้าตัดสินใจทำสิ่งที่ตัวเองต้องการบางอย่าง   ตัวผมเมื่อต้นปีก่อนนั้นเป็นคนที่เริ่มคิดว่าชีวิตนี้อยากทำอะไร อยากเป็นอะไร ต้องการอะไรจากชีวิตนี้แน่ๆ จนเริ่มหาอะไรทำใหม่ๆ ลองอ่านหนังสือใหม่ๆเปิดมุมมองกว้างๆ  และอ่านแนวจิตวิทยาเยอะมาก (ปัจจุบันก็ยังอ่านอยู่) จนเริ่มรู้สึกว่าตัวผมต้องการอะไรจริงๆแล้ว


  ตัวผมเมื่อต้นปีก่อนเป็นคนที่ทุ่มเทเวลาให้กับบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการจะทำมากๆ จนเรียกว่าสุดโต่งก็ว่าได้


 ในที่สุดตัวผมเมื่อต้นปีได้รับโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิต และเขาพยายามรักษาโอกาสนั้นและเรียนรู้จากโอกาสนั้นได้ดีมากๆเลย แนวคิดกับวิสัยทัศน์ตัวผมเมื่อต้นปีนั้นเรียกได้ว่าใช้มโนภาพเยอะมากเลยทีเดียวแล้วสิ่งต่างๆก็เริ่มมาเป็นลางๆให้ได้เห็นได้สำผัสได้รู้สึก  แล้วตัวผมเมื่อต้นปีก่อนได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ  และ ยอมตัดอคติความไม่ชอบส่วนตัวทิ้งไป ต้องขอบคุณในความกล้าของตัวผมเมื่อปีก่อนมากๆครับ จนทำให้เริ่มรู้หลายๆสิ่งด้วยตัวเอง


 ตัวผมเมื่อต้นปีก่อนบางที่ก็ยังแอบมีแนวคิดที่ว่า อีก1ปี-2ปี เราจะเป็นยังไงนะเราจะยังเชื่อในทางเดินของเราอยู่ไหม เราจะไปรอดไหม จะอยู่อย่างไร   และเมื่อตัวผมเมื่อต้นปีกลับมาคิดอีกที่ว่า พยายามทำทุกๆสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด อย่าไปbetหรือหวังว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ได้ เขาก็เริ่มฝึกทำสิ่งที่เขารักไปเรื่อยๆเก็บประสบการณ์ที่มีอันน้อยนิดค่อยๆต่อยอดไปเรื่อยๆแม้จะไม่มากเท่าไหร่นัก  ระยะเวลาผ่านไปหลายเดือน ตัวผมเมื่อต้นปีเริ่มที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆจากโลกความจริงที่เกิดจากมุมมองผมเองมากขึ้นๆ 


สิ่งที่ผมดีใจในตัวเองมากๆคือ วิสัยทัศน์ที่ดีของผมคนเก่ายังมีอยู่ และผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากผมคนเก่าคือ ผมต้องพยายามฝึกฝนมากขึ้นจากเดิม ต้องมีความอดทนให้มากกว่าเดิม กล้าขอโทษและพร้อมที่จะยอมรับผิด มีสมาธิให้มาก และไม่กังวลกับอนาคตมากไป ถึงตอนนี้ผมก็ภูมิใจกับตัวเองเหมือนกันนะครับ แม้ความสำเร็จที่ผมตั้งเป้าไว้มันอาจจะดูเล็กน้อยสำหรับใครก็ตาม แต่สำหรับผมมันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเลย^^


ถ้าให้โอกาสกลับไปพูดกับตัวผมเมื่อต้นปีที่แล้ว ผมคงอยากจะบอกว่า ขอบคุณความกล้า ความอดทนของนายมากๆที่ทำให้เราอยู่ถึงวันนี้ได้ ถึงเวลานี้นายไม่ต้องกังวลเราจะพยายามเรียนรู้ต่อๆไป และเราพร้อมที่จะรับผลของการกระทำทุกๆอย่าง  ต่อจากนี้ไม่ว่าดีหรือร้าย เราจะพยายามทำปัจจุบันให้ดีที่สุด  แต่เราก็ยังคงมีนิสัยลึกๆแบบนายอยู่เหมือนกันคือ อีก2-3ปีข้างหน้า เราจะเป็นยังไงนะ ฮ่าๆๆ
“ ผมเชื่อว่าการกระทำของเราจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของเราเช่นกัน “


(((  ขอบคุณบุคคลสำคัญของโลกหลายๆคนที่ให้แรงบันดาลใจที่ทำให้ดูเป็นแบบอย่าง และบุคคลสำคัญที่ยังมีชีวิตอยู่   ข้อคิดดีๆกำลังใจดีๆต่างๆทั้งบล็อกคุณกิ๊ฟ  และ ครอบครัวที่ให้โอกาสที่สำคัญ    ขอบคุณ Mudley Group ที่ให้โอกาสและผมพร้อมที่จะฝึกสิ่งใหม่ๆ พยายามทำให้เต็มที่ และ พร้อมที่จะให้โอกาสเล็กๆจากผมส่งต่อคนอื่น ^__^ ))) 





บล็อกคุณกิ๊ฟ: aphitcha.blogspot.com/
MudleyGroup: www.facebook.com/pages/MudleyGroup/126836487375715?fref=ts

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

MudleyGroup, say

อย่าท้อ อย่าเหนื่อยใจ เวลาที่คนอื่นหาว่าเราโง่เขลา ในสิ่งที่เราพยามตั้งใจทำนะครับ หากเป็นสิ่งที่เราคิดว่าดีเหมาะสม สร้างสรรค์ก็สู้ต่อไปครับ ^ ^

Kathryn Schulz: On being wrong

(ฝรั่งส่วนมากก็กลัวผิดเหมือนกันหล่ะ เลยเป็น topic ได้ หากพวกเ...
ราส่วนมากเข้าใจเรื่องนี้ได้ก่อน พวกเราก็เริ่มก้าวหน้าแซงเค้าไปอีกขั้นล่ะครับ )

คนเราผิดกันได้ครับ ถ้าไม่ใช่เรื่องศีลธรรม(อันนี้ไม่ควรผิด)

http://www.ted.com/talks/kathryn_schulz_on_being_wrong.html

ส่วนหลักการในเรื่อง being wrong และ เรื่อง Creative หรือ out of box ของผมง่ายๆไม่มีอะไรให้ต้องคิดมากเลย

My Principle
"ถึงแม้จะผิดในทางวิชาการอย่างไร หากมันไม่ขัดกับศีลธรรม ถ้ามันทำได้จริงจนสามารถช่วยส่งเสริมตัวเราและคนอื่นในสังคมได้ เปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ดีขึ้นได้แม้เพียงนิด ผมก็จะทำมันต่อไป แม้คนจะหาว่าโง่ก็ตาม หรือมันจะล้มเหลวไม่เป็นท่าผมก็จะทำ แต่ถ้ามันถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำให้คนอื่นเดือดร้อนหรือผิดศีลธรรม ผมก็จะไม่ยุ่งกับมันแม้ว่ามันจะดูฉลาดแค่ไหนก็ตาม"
 

 
ปล. มี sub thai นะครับ มีคนไทยจิตใจดี ที่น่ารักไปทำไว้ให้พวกเรา เผื่อเพื่อนๆคนไหนไม่ค่อยชอบภาษา English ครับ ^ ^

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

^__^

                     ได้มีโอกาสอ่านหนังสือ The8 Habit (อุปนิสัยที่8 ) หนังสือดีมากๆ

      วันนี้ก็เลย อยากแบ่งปันโอกาสบ้างแม้จะไม่ใหญ่มากมาย คือ เนื่องจากที่บ้านผมเปิดเป็นคลินิกสัตวแพทย์ผมเลยเอาหนังสือที่เป็นแรงบรรดาลใจ เหล่านี้ ( เดอะซีเคร็ดสุดยอดคนรุ่นใหม่ .เดอะพาวเวอร์. 30วิธีเอชนะโชคชะตา . กฎแห่งความโชคดี) ซึ่งมันมี อิทธิพลต่อความคิด การปฏิบัติของผมอย่างมาก



   และผมก็เชื่อด้วยว่าต้องมีคนอ่านและนำไปใช้  ลองคิดดูซิครับ ว่าถ้าคนในชุมชน คิดบวก รักในสิ่งที่ทำ รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  มันจะดีแค่ไหน ^__^



มุมอ่านเล็กๆ ไว้นั่งรอการรักษา ^_^







 
 
 

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Law of Harvest (กฎแห่งการเก็บเกี่ยว) the 8th Habit

      ชาวโรมันเคยเล่ากันมาว่าการปลูกพืชหมุนเวียนให้ได้ผลดี เราต้องปลูกพืชคลุมดิน1000ปี และปลูกมันฝรั่งปีเดียว ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยดังนั้น เราจึงใช้ทางเลือกถัดไปนั้นก็คือการใช้เวลาและจำนวนปีในการเตรียมดินที่ใช้ปลูกเพื่อให้เวลาที่เราทำไร่มันผรั่ง ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกได้ยากมากเราจะได้แน่ใจว่ามีโอกาสจะประสบความสำเร็จในทุกทางและได้ผลผลิตมันฝรั่งในคุณภาพสูง

      เรารู้ดีว่าในกลุ่มชาวไร่มันฝรั่งนั้น เรารู้สึกเหมือนเป็นพี่น้องกัน แต่ในอีกด้านนึงเราก็รู้ในความเป็นจริงแล้วเราต้องแข่งขันกันเองในเรื่องของผลผลิตและลูกค้าที่ซื้อผลผลิตของเรานั้นจะเป็นผู้ตรวจสอบมันฝรั่งในทั้งหมดในโกดัง และพยายามคัดเลือกมันฝรั่งที่มีคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมมันฝรั่ง

       ลูกค้ายินดีจะจ่ายเงินซื้อมันฝรั่งคุณภาพสูง ส่วนมันฝรั่งคุณภาพต่ำจะหาตลาดไม่ได้ ฉะนั้นมันจึงเป็นข้อควรคำนึงว่า เราต้องใช้เวลาเตรียมการอย่างดีในการปลูกมันฝรั่ง ดังนั้นสิ่งที่เราทำคือใช้เวลาประมาณตั้งแต่ 2-3 หรือ4ปี ในการเตรียมดินล่วงหน้าก่อนที่จะลงต้นมันฝรั่ง และนี้เป็นหนึงในนั้น มันเป็นพืชคลุมดินไม่ใช่พืชที่จะสร้างกำไรแต่ก็เป็นพืชที่จะช่วยในการเตรียมดินเพื่อรอการปลูกมันฝรั่งที่ยังมาไม่ถึง การเตรียมการทุกอย่างที่เราทำก็มีเกือบจะทุกวัน เราทำเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและเราก็ต้องทำงานอย่างหนักไม่อย่างนั้นเราอาจจะได้ผลผลิตที่ไม่มีใครรับซื้อ

       อย่างหนึ่งที่เราเรียนรู้ตลอดเวลาที่ผ่านมาและผมก็อายุมากพอควรแล้ว นั้นก็คือธรรมชาติไม่เคยปราณีกับผู้ใด และถ้าเราฝ่าฝืนกฎธรรมชาติ ธรรมชาติจะลงโทษเราและคนที่พยายามโกงธรรมชาติและขอให้ธรรมชาติผ่อนผันคือคนที่จะพบกับความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง บางปีธรรมชาติอาจเมตตาพวกเราบ้างแต่ถ้าคุณเชื่อใจธรรมชาติคุณก็โง่ สิ่งเดียวที่คุณเชื่อได้คือตัวเองรีบเก็บผลผลิตก่อนที่ธรรมชาติจะกลับมาและแย่งมันไปจากคุณ

       บางครั้งความรู้สึกว่าเราอยากทำงานง่ายๆและรวจเร็วก็มีอยู่บ้างแต่เราเรียนรู้ว่าเราทำแบบนั้นไม่ได้เราต้องใช้เวลาความพยายามและเงินไปกับการใช้เครื่องจักรและแรงงานคนเพื่อเตรียมความพร้อมและทุ่มเทความอุตสาหะเพื่อให้งานสำเร็จได้ในเวลาที่จำกัด

       เราใช้เวลา 3-4 ปีในการเตรียมดินเพื่อเพาะปลูกมันฝรั่งปีเดียว แล้วจากนั้นเราก็มีเวลาเพียง 3 สัปดาห์ในการเก็บผลออกจากดิน แล้วพลิกหน้าดินก่อนที่ธรรมชาติจะเล่นตลกกับเรา เราพยายามเข้าไปฤดูเพาะปลูกได้ผลผลิตสูงสุดโดยรอเท่าที่จะรอได้แต่เราเองก็รู้อยู่ ว่ากำลังเสี่ยงกระตุกหางมังกรอยู่ ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมการให้พร้อมเพื่อให้ต้นมันฝรั่งเติมโตนานเท่าที่จะนานได้และเมื่อมันสิ้นสุดลงเราก็จะลงมือเก็บเกี่ยวนี้เป็นขั้นตอนสำคัญ

       เราทำงานไม่ว่ากลางคืนกลางวันเราต้องเก็บมันฝรั่งวันละ 18 ชม. เพื่อไม่ให้ความเย็นในอากาศทำลายผลผลิตของเรา แม้มันจะอยู่ในดินก็ตาม มันเป็นตารางเวลาที่เร่งรัดและสำคัญมากซึ่งเราเตรียมตัวและฝึกฝนมาพร้อม และทำงานเสร็จตามเวลา ไม่งั้นเราจะเสียเปล่าไปกับเวลา 3-4ปีที่เราทำมา ในธุรกิจนี้เราได้รับบทเรียนบางอย่าง และบทเรียนบางอย่างนั้นก็รุนแรงเช่นกัน เราไม่สามารถจะเร่งรัดหรือโกงหากมันเกี่ยวกับช่วงเวลา เก็บเกี่ยว

       ความล้ำหน้าที่เราเห็น เช่น เรื่องชลประทาน อุปกรณ์ เทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย นั้น ไม่สามารถทดแทนเรื่องบางเรื่อง เรียกได้ว่าครั้งใดก็ตามที่เราฝืนกฎของการเก็บเกี่ยวเราก็จะพบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แม้ว่าจะมีความก้าวล้ำทันสมัยอย่างที่เราเห็นกันอยู่
เราพยายามเลือกเทคโนโลยีใหม่ๆ และเครื่องมือที่ดีที่สุดมาใช้ให้เหมาะกับงาน แต่เราก็รู้ว่าไม่มีอะไรมาทดแทนการตัดสินใจ การเตรียมการที่ดี และเหมาะและเราพึ่งได้มาตลอด และเราจะพึ่งมันได้ตลอดไป มันเป็นหลักสำคัญมากกว่าการเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีและเครื่องมือ

       บางครั้งผมรู้สึกว่าค่านิยมในการเกษตรของประเทศนี้ หรืออาจจะทั่วโลก คิดว่าผลผลิตที่ดีจะต้องเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความก้าวหน้าในเทคโนโลยี สื่อสารและคอมพิวเตอร์กระทั้งมองเห็นว่าตัวคนทำงานนั้นไม่สำคัญ ผมคิดว่าสิ่งที่ไม่เกินเลยความจริงก็คือ เราจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อ เราพัฒนาความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับเวลาที่เปลี่ยนไป

       ต้องเตรียมความพร้อมและไม่ยอมแพ้ต่อกิเลศที่จะหาทางลัด ในการเตรียมความพร้อมและความรู้และผมคิดว่าทันทีที่เราให้เทคโนโลยีมาทดแทนสิ่งเหล่านี้เรากำลังทำผิดอย่างมหรรย์ ธรรมชาติของการทำไร่นั้นเราไม่มีหลังคาคลุมศรีษะ เราได้รับเพียงสิ่งที่ธรรมชาติประทานให้ เรากักเก็บลม ฟ้า อากาศไม่ได้เราต้องทำงานเมื่อฟ้าฝนเป็นใจ เราควบคุมปัจจัยต่างๆไม่ได้ เราชอบชีวิตมันสร้างลักษณะเฉพาะตัวให้คนเรา ^_^

***หนังสือ อุปนิสัยที่8 (the 8th Habit)